ข่าวการศึกษา

“ตรีนุช” เน้นย้ำผอ.เขตฯ เตรียมพร้อมเปิดเทอม 17 พ.ค.

“ตรีนุช” เน้นย้ำผอ.เขตฯ เตรียมพร้อมเปิดเทอม 17 พ.ค.

วันที่ 3 พฤษภาคม 2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทั่วประเทศ ครั้งที่ 4/2565 พร้อมมอบนโยบายเปิดภาคเรียนอย่างปลอดภัย สร้างความมั่นใจให้ผู้ปกครอง บุคลากร ครู ผู้บริหาร ให้สถานศึกษาเปิดเรียน On-Site ได้อย่างปลอดภัย พร้อมด้วย นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้บริหารของ สพฐ. เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ 245 เขต สำนักงานศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด และคณะทำงาน เข้าร่วมการประชุมผ่านระบบ Video Conference

างสาวตรีนุช เทียนทอง กล่าวว่า ในการประชุมวันนี้ ตนต้องการสร้างความเข้าใจและการรับรู้ให้แก่หน่วยงานระดับปฏิบัติในเขตพื้นที่ โดยเน้นย้ำในเรื่องการเตรียมความพร้อมในการเปิดภาคเรียน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครอง ในรายละเอียดขั้นตอนการปฏิบัติ ตลอดจนกระทรวงสาธารณสุขเองก็เข้ามาสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องของมาตรการต่าง ๆ ว่าเราจะต้องมีการเตรียมพร้อมอย่างไรบ้าง เพื่อให้ผู้ปกครองและคุณครูได้มั่นใจ รวมถึงเรื่องของภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ (Learning Loss) ว่าหลังจากนี้จะมีมาตรการอย่างไร ซึ่งหลายพื้นที่ก็ได้มีการทำมาตรการตรงนี้อยู่แล้ว โดยหลายโรงเรียนมีการปรับพื้นฐานให้เด็กๆ ตั้งแต่ก่อนเปิดภาคเรียน เนื่องจากในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา 2 ปี เด็กได้เรียนในระบบที่ไม่ปกติ จึงต้องมีการซ่อมเสริมในส่วนที่ขาดหายไป นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำในเรื่องของเด็กตกหล่น ที่เรายังทำต่อเนื่องกันมา โดยเน้นย้ำให้มีการประสานงานกันในระดับพื้นที่ ในการพาน้องกลับเข้ามาในระบบการศึกษา ส่วนน้องกลุ่มไหนที่ต้องการความช่วยเหลือในหลากหลายด้าน เช่น โครงการอยู่ประจำ เรียนฟรี หรือการหาตัวน้องให้เจอ เพื่อให้ทราบแน่นอนว่าน้องจะเข้าสู่ระบบหรือไม่เข้า หรือหาตัวเจอแล้วแต่น้องอาจจะมีความซับซ้อนที่ไม่สามารถมาเรียนได้ ตรงนี้จะมีหน่วยงานไหนของภาครัฐที่เข้าไปสนับสนุนได้บ้าง ทั้งในเรื่องของการเรียนรู้หรือเรื่องของครอบครัว

“ อีกเรื่องหนึ่งที่ให้ความสำคัญคือเรื่องความปลอดภัย ที่เน้นย้ำอยู่ตลอด เพราะโรงเรียนปิดมาเกินกว่า 2 เดือน เพราะฉะนั้นเมื่อโรงเรียนจะเริ่มเปิด ก็จะต้องมีการตรวจสอบพื้นที่ในเรื่องของความปลอดภัย ทั้งเรื่องของอาคารสถานที่ ระบบไฟฟ้า ระบบต่าง ๆ เพื่อให้เด็ก ๆ ได้กลับมาเรื่องหนังสือด้วยความปลอดภัยด้วย และก็เน้นย้ำว่าการเปิดเรียน ให้ดูการเตรียมความพร้อมของเด็ก ๆ นั่นคือให้ดูแลน้อง ๆ ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพราะการที่เด็กกลับเข้ามาสู่ระบบการศึกษาตามปกติหลังจากเผชิญสถานการณ์โควิด-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ก็จะต้องปรับในเรื่องขององค์ความรู้  เรื่องพฤติกรรม หรือเรื่องการอยู่รวมกัน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่คุณครูจะต้องทำงานกันอย่างหนัก ทางผอ.เขต และบุคลากรในพื้นที่ ก็จะต้องสร้างความมั่นใจ ให้ความร่วมมือ และให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ด้วย” รมว.ศธ. กล่าว

ทางด้าน นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในห้วงของการเตรียมความพร้อมในการเปิดภาคเรียน ดังนั้นเรื่องที่เราพยายามสื่อสารกันในวันนี้ก็คือ เรื่องการเตรียมความพร้อมการเปิดภาคเรียนเป็นหัวใจหลัก ซึ่งเราจะเปิดเรียนพร้อมกันในวันที่ 17 พฤษภาคม โดยเน้นในรูปแบบการเปิดเรียนแบบ On-Site เป็นหลัก แล้วการเปิดเรียนทำอย่างไรถึงจะมาเรียนได้อย่างปลอดภัย โดยที่ครูและนักเรียนต้องมีความสุข เราจึงรณรงค์ หลักๆ อยู่ 2 เรื่อง นั่นคือเรื่องของการฉีดวัคซีน ให้ครูและนักเรียนให้ได้มากที่สุด รวมไปถึงผู้ปกครองนักเรียน กรณีที่เป็นเด็กเล็ก ก็จะเน้นไปที่ผู้ปกครองเป็นคนฉีด และเรื่องของการตรวจประเมินความพร้อม รวมถึงการปฏิบัติตามมาตรการ 6-6-7 ของกระทรวงสาธารณสุข พร้อมทั้งการสร้างความเข้าใจ สื่อสารไปยังผู้ปกครอง ในเรื่องของการตรวจ ATK และเรื่องของการฉีดวัคซีน ถึงแม้นักเรียนไม่ได้ฉีดก็สามารถมาเรียนได้ ก็ได้สื่อสารในจุดนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน

ประเด็นที่ 2 คือเรื่องของโครงการลดความเหลื่อมล้ำ นั่นคือการพาน้องกลับมาเรียน โดยเรามีเป้าหมายว่า ในวันเปิดภาคเรียนวันที่ 17 พ.ค. เราต้องพาน้องกลับห้องเรียนให้ได้มากที่สุด นี่คือเป้าหมายของโครงการที่ตั้งเอาไว้ ซึ่งตอนนี้สามารถตามกลับมาได้ประมาณ 97% แต่ก็ยังมีนักเรียนที่ไม่ประสงค์ที่จะกลับมาเรียนในระบบ หรือเข้าเรียนในสถานศึกษา ซึ่งก็เป็นโจทย์ที่ สพฐ. จะต้องทำต่อไปว่าอะไรคือสาเหตุที่เขาอยากกลับมา ถ้าเขาจะกลับมาเราต้องเข้าไปดูแลเขาอย่างไร และเมื่อตามไปแล้วไม่เจอตัว ซึ่งอาจจะเป็นเด็กต่างด้าวส่วนหนึ่งทางชายขอบที่เดินทางกลับประเทศแล้วไม่ได้กลับมาเรียน หรือสำรวจแล้วไม่มีตัวตนอยู่ในพื้นที่ เราก็ได้ตั้งเป้าหมายไว้แล้วว่าจะทำอาสาสมัคร เหมือน อสม. ประจำหมู่บ้าน คือ อสม.การศึกษา หรืออาจจะทำร่วมกันกับกระทรวงสาธารณสุขในการค้นหาเด็ก แล้วเมื่อหาตัวเจอแล้วเราก็จะใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือที่จะเปลี่ยนแปลงการด้อยโอกาสของเขาให้เป็นได้โอกาส โดยใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงคน และลดความเหลื่อมล้ำ ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ให้หลักการเอาไว้

ประเด็นที่ 3 คือเรื่องการเตรียมการจัดการเรียนการสอน ในปี 2565 โดยเน้นย้ำว่าการเรียนการสอนในปี 2565 จะเป็นการเรียนการสอนแบบซ่อมเสริม คือ ซ่อมในส่วนที่ขาดหายไปในช่วง 2 ปีกว่า เช่น ระดับประถมศึกษา จะเน้นในเรื่องอ่านออกเขียนได้ คิดเลขเป็น เพราะเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้วิชาอื่น ก็จะเติมในส่วนที่ขาดหายหรือบกพร่อง และนำระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนมาดูใน 3 เรื่อง คือ 1. ก่อนที่เราจะเติมหรือซ่อมเสริม เราต้องมีเครื่องมือตรวจสภาพการเรียนรู้ของเด็กว่าขาดอะไร 2. ต้องมีการตรวจสุขภาพอนามัย และ 3. การตรวจสภาพจิตใจของนักเรียน เพราะวันนี้เราไม่รู้ว่าในช่วง 2 ปีกว่ากับภาวะความเครียดหรือภาวะสังคมที่มีการกดดันมีอะไรบ้าง ถ้าเรามีต้นทุน 3 อย่างนี้ เราก็จะได้ซ่อมเสริมได้ โดยระดับประถมจะเน้นในเรื่องอ่านออกเขียนได้ คิดเลขเป็น ส่วนระดับมัธยม เราก็จะไปดูในเรื่องของการสร้างแรงบันดาลใจ สร้างเป้าหมายทางเลือกชีวิตให้เขาในการประกอบอาชีพ เมื่อรู้ว่าเขาจะไปทิศทางไหนก็จะได้จัดการเรียนให้ตรงตามสิ่งที่เขาจะไป มันจะทำให้เขามีโอกาสเร็วขึ้นในการเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง

ประเด็นต่อมาคือเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษา ซึ่งเราไม่ได้ดูแต่ความปลอดภัยด้านโควิด ในส่วนของภัยอื่น ๆ ที่คุกคามนักเรียน ก็ยังมีปัญหาอยู่หลายอย่างเช่นกัน เพราะฉะนั้นระบบดูแลความปลอดภัยของนักเรียน  ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ ภัยพิบัติ หรืออุบัติภัย ก็จะต้องมีมาตรการในการป้องกันเช่นเดียวกัน และเรื่องสุดท้าย เราพูดถึงเรื่องสถานีแก้หนี้ของคุณครู ซึ่งได้ให้หลักการไว้ว่า สถานีแก้หนี้ครู ต้องเป็นแหล่งสถานีที่รวบรวมข้อมูลพื้นฐานของคุณครูทุกคน ทั้งคุณครูที่มีหนี้และไม่มีหนี้ โดยคุณครูที่ไม่มีหนี้ ทำไมเขาถึงไม่มีหนี้ เขาดำเนินชีวิตแบบไหน ก็จะเป็นแบบอย่างให้กับคนที่มีหนี้ได้ หากไม่อยากมีหนี้ต้องใช้ชีวิตอย่างไร หรือได้บทเรียนอย่างไร ส่วนกลุ่มที่มีหนี้ทำไมถึงมีหนี้ มีปัญหาอะไร เกิดจากอะไร และกลุ่มที่มีหนี้ระดับรุนแรง อยู่ในระดับที่พอพึ่งตนเองได้ หรืออยู่ในระดับอะไร เราก็จะแก้ตามกลุ่มปัญหาและความเดือดร้อนจำเป็น รวมไปถึงการเติมความรู้ให้กับคุณครูบรรจุใหม่ ว่าเขาต้องวางแผนชีวิตอย่างไร ก็จะได้ช่วยลดปัญหา หรือทำให้ปัญหาหนี้สินครูลดน้อยลงได้

“สิ่งที่เน้นย้ำในช่วงนี้คือการรณรงค์ให้ฉีดวัคซีน โดยการฉีดวัคซีนเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป ได้ฉีดแล้วเกินกว่า 98% แต่เด็กอายุ 5-11 ปี ได้ฉีดยังเป็นจำนวนที่น้อยมาก จึงจำเป็นต้องมีการรณรงค์ เพราะขณะนี้มีวัคซีนเพียงพอ แต่ผู้ปกครองยังไม่กล้าให้เด็กนักเรียนฉีด วันนี้จึงได้เชิญคุณหมอมาให้ความรู้ว่า การฉีดวัคซีนไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่เราจะไม่เอาการฉีดวัคซีนมาเป็นตัวกำหนดในการเข้าเรียน ซึ่งถ้าเปิดเรียนแบบ On-Site ก็จะต้องป้องกันด้วยการเว้นระยะห่าง และปฏิบัติตามมาตรการ 6-6-7 อย่างเคร่งครัด เพราะวันนี้เราก็เปิดประเทศแล้ว ทุกอย่างกำลังจะเข้าสู่ภาวะปกติ ในเดือนกรกฎาคมก็จะประกาศเป็นโรคประจำถิ่นแล้ว สำหรับการเปิดเรียน On-Site เรามีโรงเรียนอยู่ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ โรงเรียนที่ปีการศึกษาที่ผ่านมาได้ยื่นขอเปิดเรียน On-Site แล้วคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดก็อนุญาตแล้ว เราก็ให้ใช้วิธีประเมินตนเองอีกครั้งหนึ่ง แล้วรายงานให้คณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดทราบ แต่ไม่ต้องขออนุมัติเปิดใหม่ เพราะเขาเปิดอยู่แล้ว ส่วนกลุ่มที่ 2 คือ โรงเรียนที่เคยขอเปิดและได้เปิด ต่อมามีการระบาดและถูกสั่งระงับไป กลุ่มนี้ต้องทำการประเมินใหม่และขอเปิดใหม่ กับอีกกลุ่มคือ กลุ่มที่ไม่เคยขอเปิดเลย แต่จะเปิดใหม่ ก็ต้องประเมินตนเองแล้วขออนุญาตไปใหม่ ซึ่งต้องให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 10 พฤษภาคมนี้” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ขอบคุณที่มาของข่าว : www.obec.go.th

Back to top button