ข่าวการศึกษา

“ตรีนุช” ประชุมแจง 4 มาตรการ และภารกิจ 558 สถานีแก้หนี้ครู กำชับอนุมัติเงินกู้อย่างเคร่งครัด หลังหักหนี้ต้องมีใช้จ่าย 30% ของเงินเดือน

“ตรีนุช” ประชุมแจง 4 มาตรการ และภารกิจ 558 สถานีแก้หนี้ครู กำชับอนุมัติเงินกู้อย่างเคร่งครัด หลังหักหนี้ต้องมีใช้จ่าย 30% ของเงินเดือน

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม น..ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาระดับจังหวัด ผ่านระบบ VIDEO ZOOM MEETING โดยมีผู้บริหาร ศธผู้แทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมสหกรณ์ สหกรณ์ออมทรัพย์ครู รองผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศเข้าร่วม ว่า พล..เอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล มีความมุ่งมั่น แก้ไขปัญหาสินครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ผ่านมา โดยพบครูและบุคลากรทางการศึกษากว่า 9 แสนคน มีหนี้สินรวมกว่า 1.4 ล้านล้านบาท โดยแนวทางในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ นั้น ต้องการลดภาระหนี้โดยรวมของครูให้น้อยลง ให้ครูมีรายได้ต่อเดือนเหลือไม่น้อยกว่า 30% ของเงินเดือน 

..ตรีนุช กล่าวต่อว่า ศธ.ได้กำหนดแนวทางขับเคลื่อนในเฟสแรก เป็น 4 มาตรการ ดังนี้
มาตรการที่ 1. ลดดอกเบี้ย โดยเปิดโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ครูรายใหญ่เข้าร่วม ขณะนี้มีสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 70 แห่ง จากทั้งหมด 108 แห่ง เข้าร่วมปรับอัตราดอกเบี้ยแล้ว โดยจะปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงตั้งแต่ 0.05-1.0% และพบว่ามีสหกรณ์ 11 แห่ง สามารถปรับลดดอกเบี้ยให้ลงเหลือต่ำกว่า 5% โดยมีครูที่ได้รับประโยชน์ทันทีกว่า 460,000 คน และจะเร่งขยายผลให้ครอบคลุมทั่วประเทศในเฟสถัดไป ซึ่งครูมีหนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 1,000,000 บาท หากอัตราดอกเบี้ยลดลง 1% จะทำให้ครูมีเงินไว้ใช้จ่ายต่อปีเพิ่มขึ้นถึง 10,000 บาท ขณะเดียวกันนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะเป็นคนกลางในการประสานขอความร่วมมือกับธนาคารออมสิน เพื่อชะลอการดำเนินคดีทางกฎหมายกับกลุ่มครู ซึ่งคาดว่ามีครูได้รับประโยชน์กว่า 25,000 คน 

มาตรการที่ 2. พิจารณาและควบคุมการอนุมัติเงินกู้อย่างเคร่งครัด โดยยอดหนี้รวมทั้งหมดของผู้กู้ต้องไม่ให้มากเกินกว่า 70% ของรายได้ เพื่อให้ครูสามารถมีเงินใช้จ่ายได้ 30% ของเงินเดือน ศธ.ร่วมมือกับบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโรในการสร้างระบบและเชื่อมโยงหนี้รายบุคคล เพื่อให้ทราบข้อมูลหนี้ครูรายคนสำหรับการบริหารจัดการและไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซ้อน โดยทางเครดิตบูโรสนับสนุนให้ ศธใช้ระบบได้ฟรี ไม่คิดใช้จ่าย หากตรวจพบว่าครูที่ต้องการกู้เงินเพิ่มเติม มีหนี้รวมมากกว่า 70% จะไม่ได้รับการอนุมัติให้กู้เพิ่ม” ..ตรีนุช กล่าว

รัฐมนตรีว่าการ ศธ.​กล่าวต่อว่า
มาตรการที่ 3. จัดตั้งสถานีแก้หนี้ครูฯ ระดับเขตพื้นที่การศึกษาและหน่วยงานทางการศึกษา 481 แห่ง และระดับจังหวัด 77 จังหวัด รวม 558 สถานีทั่วประเทศ โดยดำเนินการในรูปคณะกรรมการ ซึ่งระดับเขตพื้นที่ฯ กำหนดให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) หรือ หัวหน้าหน่วยงานทางการศึกษา เป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่กำหนดแนวทางแก้หนี้ร่วมกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ส่วนราชการ และสถาบันการเงิน ,จัดทำระบบข้อมูลปรับปรุง กำหนดมาตรการหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้ , รับลงทะเบียนแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ ช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยระหว่างเจ้าหนี้กับครูและผู้ค้ำประกัน ส่วนสถานีแก้หนี้ครูฯระดับจังหวัด จะมีผู้ว่าราชการจังหวัด หรือ รองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน กำกับดูแลในภาพรวมของจังหวัด บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นภายในจังหวัด ช่วยเหลือสถานีแก้หนี้ตามที่ได้รับการร้องขอ
มาตรการที่ 4ให้ความรู้ด้านการเงินให้ครูและบุคลาการทางการศึกษา โดยประสานงานกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ครูสามารถวางแผนการเงิน และมีระเบียบวินัยในการใช้จ่ายได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

“นับตั้งแต่ ศธ.ได้เปิดให้ครูมาลงทะเบียนแก้ปัญหาหนี้สิน เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้มีครูมาลงทะเบียนแล้ว 27,427 ราย ซึ่ง ศธ.จะส่งต่อให้เขตพื้นที่ฯเร่งดำเนินการช่วยเหลือ ขณะเดียวกัน ศธ.จะเดินหน้าหาแนวทางแก้ไขที่หลากหลาย รวมถึงดำเนินการเกี่ยวกฎ ระเบียบต่าง ๆ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดและแบ่งเบาการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูต่อไป

ในนามของรัฐบาลขอขอบคุณทุกภาคส่วน ที่ร่วมมือกันขับเคลื่อนโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เกิดผลสัมฤทธิ์ เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพชีวิตเพื่อนครูด้วยกัน และช่วยลดความกังวล ซึ่งจะส่งผลให้ครูสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มีความสุข พัฒนาห้องเรียนให้มีคุณภาพ และสร้างคุณภาพของนักเรียนและเยาวชนของประเทศให้เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพมากขึ้นไปด้วย” นางสาวตรีนุช กล่าว

ด้านนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) กล่าวว่า ขณะนี้ สพฐ.ได้วางแผนในการดูแลปัญหาหนี้สินครูไว้ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 คือครูที่มีหนี้สินอยู่ ที่ต้องช่วยเหลือให้มีเงินเหลือแต่ละเดือนไม่น้อยกว่า 30% กลุ่มที่2 กลุ่มครูที่ยังไม่ถึงกับมีปัญหาหนี้สินมาก แต่ต้องวางแผนในการเกษียณอายุราชการ ซึ่งต้องมีการวางแผนบริหารจัดการหนี้สินที่มีอยู่ให้สามารถดำรงชีพได้ มีเงินเหลือเกิน 30% และไม่มีผลกระทบ และกลุ่มที่ 3 กลุ่มครูบรรจุใหม่ ซึ่งจะเน้นการวางแผนการใช้เงินไม่ให้มีปัญหาเหมือนรุ่นพี่ เพราะฉะนั้นจะต้องสอนให้มีวินัยทางการเงิน

“โดยสพฐ.จะร่วมกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดอบรมเรื่องการทำบันทึกการใช้จ่ายเงิน การทำแผนทางการเงิน โดยเน้นเรื่องของวินัยทางการเงินของครู ที่จะต้องไม่ก่อหนี้ ไม่ปล่อยให้เป็นหนี้สินรุงรัง แล้วมาแก้ปัญหาภายหลัง” นายอัมพร กล่าว

Back to top button